วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เรื่องว่าการลอก

การลอกกับงานสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่ผมว่าเป็นประเด็นที่ไม่กระจ่างแจ้งและไม่เป็นธรรมสำหรับคนทำงาน
จริงๆสำหรับผมผมว่าทุกอย่างในโลกนี้เติบโตได้จากการเรียน การเรียนคืออะไรการให้เข้าใจเค้าก่อนใช่มั้ย จดจำประสบการณ์ของเค้าเพื่อนำไปพัฒนาต่อ ท้ายสุดแม้แต่วิศวกรรมเราก็ลอกเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาต่อไปสู่อีกเทคโนโลยีนึงใช่มั้ย งานที่ลอกในสายตาผมคืองานที่ลอกด้วยวัตถุประสงค์ที่จะไม่พัฒนาสิ่งนั้นเลย  งานทุกงานจะลอกหรือไม่ จริงๆแล้วจะมีผู้เดียวที่ตอบได้ ก็คือผู้สร้างสรรค์นั้นแหละ ผมออกแบบงานล่าสุดเป็นโดม ซึ่งไอเดียนี้ก็ไม่ใช่ไอเดียที่โดดเด่นอะไรเพราะก็เคยมีเพื่อนคิดอะไรแบบนี้ และแล้วทางsupplierโทรมาถามว่าจะspecไฟยังไง เค้าเห็นคอนนึงมีโดมเหมือนกันเลย เอาแบบนั่นมั่ย..ผมงง ผมบอกว่าผมไม่เคยรู้เลยว่าใครทำมาแล้ว ตอนนี้ที่พิมพ์นี่ก็ยังไม่เคยเห็นและยังไม่ได้ดู คิดไว้ว่าจะไม่ดูเพราะถ้าดูกลัวจะติดตา...(แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทนความอยากรู้ไหวมั้ย) แค่เขียนเพราะกลัวภายหลังจะมีปัญหาเรื่องลอกไม่ลอกเนียะแหละ หลายครั้งที่เคยคิดว่าสังคมที่รวดเร็ว รุนแรง สามารถแสดงอัตตาของตนได้อย่างไร้ขีดจำกัด และมีการกลั่นกรองทางความคิดที่น้อย ก็ได้ทำลายโอกาสที่จะพัฒนาของคนหลายๆคนมากมาย

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ชีวิตคือการเรียนรู้

ขีวิตผมอยู่บนความเชื่อว่าเราสามารถเรียนรู้อะไรใหม่ได้ทุกเวลาและทุกวินาที
ผมมักจะแบ่งปันรายได้ที่หากันมาให้กับขีวิตทีมงานส่วนนึงและเกฌยอีกส้วนนึงไว้ะาพวกเค้าไปเรียนรู้ชีวิต หาประสพการณ์ชีวิต
การพาทีมงานไปต่างประเทศ สำหรับผมไม่ใช่การพาไปพักหรอก
แต่ผมมอบของขวัญให้เค้าเหล่านั้นเป็นประสบการณ์ชีวิตของเค้า ซึ่งจะอยู่กับเค้าไปอีกนาน
และแบ่งให้ใครไม่ได้  เอาไว้พัฒนาตัวเองในวันต่อๆไป
การเป็นcreative ,designerหรืออะไรก็ตาม
เราต้องรู้จักพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
การท่องไปในโลกกว้างจีงเปรียบเสมือนหนังสือเล่มใหญ่ที่ผมส่งมอบให้อ่าน แต่ใครจะอ่านได้มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับคนอ่านละ ไม่ใช่ผม

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557

โลกนี้คือโลกแห่งการบิ้วท์

เวลาคนเราไม่ชอบอะไรใครสักอย่าง
ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่
ก็จะพาลให้ไม่ชอบไปอีกหลายอย่าง
พาลอยากให้คนอื่นไม่ชอบเค้าเหมือนเรา
ท้ายสุดเราก็จะพาลคิดว่าเค้าคือคนที่เราไม่ชอบเราเกลียด
และก็จะไปจบท่่ีเราก็จะไม่มีคนๆนั้นในชีวิตอีกตอไ

แต่ชีวิตจริงเราไม่มีทางที่จะไม่ชอบอะไรหรือชอบอะไรใครได้ทุกอย่าง
เราแค่ยอมรับในจุดดีจุดด้อย ชีวิตมันก็จะง่่ายขึ้นเยอะแยะ
ขอแค่พร้อมจะอยู่ด้วยกันเรา ระยะที่เหมาะสมต่อกัน
จะทำให้เรื่องเล็กบางเรื่องเราจะเข้าใจ
และไม่ตีโพยตีพายให้ลุกลามใหญ่โตจนเป็นความเกลียดชัง

วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ขาวเทาดำ

เพิ่งกลับมาจากพาออฟฟิสไปเที่ยวฮ่องกง
ตื่นมาก็คิดอะไรไดบางอย่างอย่างฉับพลัน
ชีวิตคนมันเป็นสีเทาคือมันยากที่จะหาอะไรถูกอะไรผิด
ท้ายสุดมันไม่มีอะไรที่ผิดจริงๆหรือถูกจริงๆ
มันมีแค่ผิดของใครถูกของใคร
และสิ่งนี้สิ่งไหนมันจะดีก็ไม่มีใครตอบได้
เพราะมันไม่ใช่ปัจจุบัน

ท้ายสดเราก็พบว่าทุกอย่างมันเป็นอนิจจัง

แต่การคงอยู่ของมวลมนุษย์สัตว์ที่มีความยุ่งเหยิงในชีวิตสูง
เราต้องการระบบเพื่อยืดการสูญพันธ์ของมนษย์
และการเดินทางของระบบในมวลคนจำนวนมากในเวลาจำกัด
เราต้องการสีขาวและดำ
ดังนั้นมันจึงมีการขีดเส้นขึ้นมาหลายครั้งเพื่อกำหนดทิศทาง
ของระบบให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อเป็นการเดินทางต่อไปข้างหน้า
เพื่อให้มันการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันบ้าง
แต่พอหลังจากการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันมันก็จะกลายเป็นสีเทาๆอยู่ดี

เรื่องที่ว่านี่คิดได้วันนี้22/12/2013
วันที่เหลืองปะทะแดงอย่างเอาเป็นเอาตาย

ปล
ผมทำงานอยู่ในสายเผด็จการณ์
เพราะศิลปะมันไม่มีถูกมีผิดเราต้องการคนที่บอกว่าขาวหรือดำ
เราจะได้แก้ปัญหาต่อไปด้วยการคิดแบบสีเทาๆออกมายอีกครั้ง

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

อยากกราบขอบคุณ

อยู่ๆวันนึงก็คิดถึงน้องๆทุกคนที่ร่วมงานกันมา
วันนี้เป็นวันที่เราเริ่มชัดเจนแต่กว่าจะมาเป็นวันนี้ได้ ก็มั่วกันอยู่พักใหญ่ๆ
ชีวิตทำงานแบ่งย่อยๆคงได้หลายช่วง
ตั้งแต่ทำงานประจำกับaesthetic studio(พี่บี:ขอบคุณพี่เค้าอีกครั้ง)
แล้วก็มาทำกับเพื่อนๆอีก 4 คน ที่เป็นจุดกำเนิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตการทำงานครั้งใหญ่
ต้น ปอย หนุ่ย เอ๋ย มาทำบริษัทเล็กๆกัน อย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่โดยการผลักดันของปอย คนที่มีความทะเยอทะยานที่สุดในกลุ่ม
ตอนเริ่มก็เริ่มแบบเด็กๆอยากทำนู่นนี่ รับจ้างไป ขายของตัวเองไป
แล้วก็เป็นครั้งแรกที่เริ่มพบว่าความจริงมันไม่เคยง่าย

ชีวิตการทำงานช่วงใหญ่ ก็คือช่วงที่ทำบริษัท edit studio/box exhibit
ที่รับจ้างทำงานออกแบบทุกสาขา

ชีวิตการทำงานช่วงที่สองคือ ช่วงBox exhibit/HUI
ที่เน้นการเป็นspecialist ด้านงานentertainment production

(ไว้จะค่อยมาเขียนเพิ่มเติม)

แม้วันนี้ก็ไม่ได้เป็นวันที่ผมรุ่งเรื่องอะไร อาจจะเริ่มมีความชัดเจนขึ้นบ้าง
แต่แค่รู้สึกอยากขอบคุณคนเหล่านี้มากๆ
ไม่ว่าใครจะจบกันไปดีไม่ดี เข้าใจกันบ้างไม่เข้าใจกันบ้าง
แต่ทุกคนมีความสำคัญ ผมอยากจะขออภัยทุกคน ถ้าได้ล่วงเกินไปอย่างตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ
แต่ทุกคนคือความสำคัญในชีวิต และเป็นคนที่มีพระคุณกับชีวิตผมทุกคน

นอกจากครอบครัว พ่อและ แม่
ผมจะลองไล่ดูนะว่ามีใครบ้าง

ต้น ปอย หนุ่ย เอ๋ย
ลูกหยี ชิง เตือน
น้ำ นก เก้ง กิฟท์ อ้อม จูน พี่ลัดดา
เปิ้ล นินิ สิต กิม เข็ม แจ็ค ก้อง นะ เล็ก พ้ง
มาส ดิว pipe ปู พี(พีระพัฒน์) ที


นุ่น น้ำหนึ่ง ขวัญ

จนมาถึง
เบียร ปัท แจ๋ว ปิ๊ง เอม ฝน

กราบขอบคุณจากใจ
วันนี้ผมไม่เคยโกรธใครแล้ว
......ถ้าเจอกัน ทักทายกันนะ(บอกตัวเอง)

เพิ่งเข้าใจว่า ทำไมต้องเป็น "รักบี้"

เมื่อวานซืนได้บังเอิญเปิดไปเจอ รักบี้ ชิงแชมป์โลกอย่างไม่ได้ตั้งใจแต่นั่งดูอย่างตั้งใจ
นั่งทบทวนความรู้สมัยปีหนึ่ง การทำรัก ทำโมล ไลน์ซ้าย ไลน์ขวา เตะ
เพิ่งรู้ว่าตัวเองเล่นรักบี้ไม่เคยเป็นเลย ตอนอยู่ในสนามไม่เห็นเข้าใจอะไรสักอย่าง
เอาแต่จะคว้าบอลแล้ววิ่งปรู๊ดดด เข้าไปทำไทร์ ทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ และการแข่งขัน
ตอนนี้มาดูอีกทีก็พอจะเข้าใจการเล่นที่มันค่อนข้างมีกติกาและทุกคนก็เล่นกันอย่างมีระบบระเบียบ
ระหว่างที่นั่งดูก็มีความรู้สึกว่าเกมมันช่างต่อเนื่องและไหลเรื่อยๆโดยมีกลุ่มนักกีฬาที่ทำงานไปเป็นระบบ คนนึงล้มอีกคนเคลียร อีีกคนเก็บบอล อีกคนโยน อีกคนเตะ ไปเรื่อยๆแบบนี้
ทั้งหมดนี้ก็ทำให้อยู่ๆก็เข้าใจว่า ทำไม พี่พี่คณะสถาปัตย์ เค้าถึงให้เล่นกีฬารักบี้
เคยมีพี่บอกมาว่ามันเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความสามัคคีกันมากที่สุดและน้อยคนเล่น ทำให้เหมือนน้องทุกคนเหมือนเริ่มต้นใหม่กันหมด และพี่ที่เรียนมาก่อนก็มักจะเก่งกว่า ซึ่งในข้อหลังผมเชื่อ เพราะมันทำให้เกิดระบบ seniorityซึ่งผมก็เข้าใจได้ แต่ตอนเด็กก็ไม่เข้าใจว่ามันสามัคคียังไง เตะบอลก็ต้องสามัคคี วอลเล่ย์ก็สามัคคี อเมริกันฟุตบอลก็สามัคคี

พอดูครั้งนี้ ก็ถึงบางอ้อ ว่าจริงๆด้วย กีฬานี้เป็นกีฬาที่สามัคคีมาก นักกีฬาจะอยู่ก็กลุ่มเพราะกฎต่างๆทำให้การเคลื่อนที่ต้องไปด้วยกัน เพื่อนร่วมทีมไม่สามาถวิ่งไปรอไกลๆเพื่อเอาบอล เพื่อนร่วมทีมไม่สามารถวิ่งไปเดี่ยวๆได้บ่อยเพราะเวลาล้มมันต้องมีคนเข้าไปช่วย แม้จะเตะบอลก็ต้องวิ่งนำเพื่อนๆไปก่อน คนอื่นถึงจะไปเอาบอลได้ การตั้งรับก็ต้องวิ่งเป็นแผงไม่ให้เกิดช่องว่าง การเข้าสกรัมก็ต้องออกแรงให้เท่าๆกันทั้งสองข้างเพื่อไม่ให้สกรัมหมุน(อันนี้เดาเอา เพราะไม่เคยเล่นกองหน้า)

ยิ่งดูยิ่งคิดชื่นชมคนที่เอากีฬานี้มาใช้กันคณะเรา เพราะมันไม่ใช่กีฬาบ้าพลัง
ไม่ใช่กีฬามั่วซั่ว ไม่ใช่กีฬาไม่ใช้สมอง ไม่ใช่กีฬาแห่งการเลาะโคลน
 แต่มันเป็นกีฬาแห่งความสามัคคี  ผมจบมาแล้วกว่า 15 ปี เพิ่งเข้าใจคุณความดีของมันวันนี้
และก็อยากให้สิ่งนี้ได้สอนต่อๆกันไป สอนกันให้ถูกต้องเพราะมันเป็นสิ่งที่ดี
ว่าไปแล้วก็รู้สึกว่า.....ปีหน้าไปรักบี้สตูดีกว่า