วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

ปัญหาของค่ายเพลงและศิลปิน

ปัญหาของค่ายเพลงและศิลปิน
ทุกวันนี้ผมพบปัญหาที่น่าตลกมากของระบบธุรกิจที่ต่อไปถ้ายังจะให้มันเป็นแบบนี้
วงการดนตรีจะยิ่งตกต่ำลงเนื่องจากขาดความสามัคคีและแก่งแย่งและกลัวเสียผลประโยชน์กัน
จนทำให้ระบบของวงการเพลงมันไม่ก้าวไปข้างหน้า

เราสังเกตุได้ว่าทุกวันนี้เพลงและศิลปินถูกแยกจากกันโดยสิ้นเชิงในระบบ
เพลงเป็นของค่ายตลอดไปส่วนศิลปินมีสัญญาเป็นวาระ
เวลาศิลปินหมดสัญญา ก็ไม่สามารถนำเพลงไปร้องได้(ในเชิงกฎหมาย)
ปัญหานี้เกิดขึ้นกับทุกค่ายและทุกศิลปิน 
ศิลปินหลายคนก็บ่นว่า"เพลงกูแต่ก็เอาไปทำคอนเสิร์ตเองไม่ได้จะร้องก็ต้องขอค่ายก่อน"
ส่วนค่ายก็คิดว่า"เพลงมึงแต่กว่ากูจะปั้นมึงและเพลงให้ดังได้รู้มั้ยกูลงทุนเท้าไหร่มีคนอยู่เบื้องหลังกี่คน"

เรื่องทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องจริงที่ทุกคนควรรับรู้เพราะเป็นเรื่องจริง
กว่าศิลปินจะดังได้หรือจะมีคอนเสิร์ตได้มีคนเบื้องหลังจำนวนมากช่วยเหลืออยู่ซึ่งทั้งนี้ก็ต้องเกิดจากการลงทุนของค่าย ในขณะที่ศิลปินจะดังได้ก็ต้องมีความสามารถหลายอย่างไม่ว่าจะร้องเพลงแต่งเพลงหรือเล่นดนตรี

ทุกวันนี้มันน่าประหลาดที่ ค่ายก็เริ่มไม่กล้าลงทุนปั้นศิลปินเพราะกลัวศิลปินย้ายค่าหรือเอกไปทำเอง
ส่วนศิลปินดีดีหลายคนก็ไม่อยากเข้าค่ายเพราะกลัวว่าต้องเป็นทาส ของค่ายเพลงไปตลอด

เรื่องนี้แก้ปัญหาได้ไม่ยากคือการแบ่งเงินให้กันตลอดไปตลอดชีวิตของศิลปินนั้นๆ
ให้สิทธิในการร้องเพลงของทั้งสองฝ่ายแต่เมื่อหมดสัญญากับศิลปินแล้ว ศิลปินควรจะมีสิทธิจะร้องเพลงตัวเองได้
แต่การทำธุรกิจทุกครั้งค่ายจะได้รับส่วนแบ่งกลับเสมอ ผมว่าวิธีนี้fairดีแต่อาจจะต้องหาmodelสัดส่วนการแบ่งเงินที่เหมาะสมในแต่ละกิจกรรม โดยส่วนตัวผมว่าศิลปินควรแบ่งเงินกลับมาที่ค่ายในสัดส่วนที่มากพอสมควรทีเดียว
ไม่ใช่แบ่งกลับมา10-20% เพราะจริงๆแล้วการปั้นศิลปินคนนึงจะต้องใข้investmentที่สูงมากทีเดียว

ความน่าสนใจและทิศทางของวงการเพลงไทย


ความน่าสนใจและทิศทางของวงการเพลงไทย
ทุกวันนี้ยอดดาวน์โหลดของธุรกิจมือถือตกมากซึ่งมันก็แหง๋
เพราะบางบริษัทไปฝากขีวิตอยู่กับยอดการโหลดring backtone เสียงรอสาย
ซึ่งมันเป็นเพียงproductนึงในตลาดที่มีวันขึ้นและลงหาได้มีคุณค่าทางการนำเสนอเนื้อหาเพลงมาก
พอคนเบื่อจะจ่ายเงินกับเสียงรอสาย ก็เริ่มเกิดอาการเครียดกับธุรกิจ
เพราะการเน้นที่เสียงรอสายทำให้การสร้างศิลปินที่เป็นคนที่คนทั่วไปชื่นชมเป็นidolมันไม่มี
เหลือเป็นเพียงการทำเพลงอย่างไรก็ได้ให้คนโหลดเพื่อรอสาย
พอวันนี้ที่ยอดดาวน์โหลดเพื่อเสียงรอสายมันตกเราก็เต้นแร้งเต้นกา

การทำศิลปินไม่ว่ายุคใดก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ดนตรีคืองานศิลปะ และงานศิลปะจะมาพร้อมศิลปินผู้สร้างเสมอ
คนที่ชื่นชมและสนับสนุน จะต้องชอบทั้งผลงานและตัวตน
การสร้างศิลปินจึงจำเป็นจะต้องสร้างทั้งตัวตนศิลปินและผลงานศิลปิน

เราจะอยากดูคอนเสิร์ตเพราะเราได้สัมผัสศิลปินและผลงานเค้าแบบสดๆ
ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งแล้ว มันก็จะไม่สามรถเกิดคอนเสิร์ตขึ้นได้เลย

ทุกวันนี้ศิลปินน้อยลงเต็มทีค่ายใหญ่หลายค่ายสร้างแต่เพลงไม่เน้นศิลปินหรือนั้นบางค่ายพยายามปั้น
แต่ดังแค่เพลงสองเพลงทำให้ความเป็นตัวตนของศิลปินหายไปมากยากที่จะทำคอนเสิร์ตเป็นของตนเองสักอัน

ส่วนคนฟังทุกวันนี้ฉาบฉวยอะไรในขีวิตมันเยอะไปหมดเพลงก็หามาได้ง่ายๆไม่มีมูลค่า
ฟังเร็วก็เบื่อเร็วและเพลงมันก็เยอะมากในตลาด ทำให้ความตราตรึงกับเพลงน้อยและ
ย่อมส่งผลให้ความตราตรึงในศิลปินต่ำลงเช่นกัน


วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556

Concertคืออะไร

การทำคอนเสิร์ต คืออะไร การทำคอนเสิร์ตจริงๆมันไม่ยาก คือเราต้องตอบโจทย์ของความคาดหวังที่เราสร้างขึ้นให้เกิดขึ้นกับคนดู และต้องตอบให้ถูกต้อง เพียงแค่นั้นก็ได้คอนเสิร์ตที่ดี ซึ่งก็อาจจะดีกว่านั้นได้อีกถ้าคนดูได้สิ่งที่เกินความคาดหวัง ทุกวันนี้ผมทำคอนเสิร์ตมามากมาย ก็ยังแปลกใจที่คนทำคอนเสิร์ตจำนวนมากโดยเฉพาะคนใหม่ๆและคนที่มาจาก สายอื่นๆเช่นสายevent สายproductionที่ยังมีความเข้าใจในคอนเสิร์ตน้อยมาก จนทำให้ผมงงว่าบางทีเรากำลังทำอะไรอยู่ คอนเสิร์ตไม่ใช่eventที่ต้องเน้นที่ความแปลกไม่เคยเห็นมาก่อนไม่เคยมีใครทำมาก่อนเพื่อให้เป็นที่จดจำ คอนเสิร์ตไม่ใช่equipment display ที่จะมาแสดงแสนยานุภาพของproduction คอนเสิร์ตไม่ใช่show ที่คนจะมาเสพเพียงเนื้อหาความสนุกของshow คอนเสิร์ตไม่ใช่ละครเวทีที่จะโครงหลักคือเรื่องหรือคอนเซปแล้วคนดูก็จะมาเสพ พื้นฐานของคอนเสิร์ตคือความคลั่งไคล้ของแฟนๆศิลปินที่จะมาชื่นชมศิลปินของเค้าแสดงความสามารถสดๆให้ดู คล้ายๆอะไรที่เรียกว่า"ศิลปินพบประชาชน" ทุกวันนี้คอนเสิร์ตได้เปลี่ยนรูปแบบไปมาก. ในหลายครั้งการผสมshowเข้ากับคอนเสิร์ตก็ทำให้เกิดอรรถรสที่ดีน่าสนใจมากกว่าคอนเสิร์ตทั่วไป ในหลายครั้งที่แสนยานุภาพของproduction ได้ช่วยให้คอนเสิร์ตดูสนุกขึ้นมาก แต่ข้อสังเกตุของผมในช่วงหลังคือคนทำงานหลายคนขาดความเข้าใจเรื่องธรรมชาติของคอนเสิร์ตไปมาก จนหลายครั้งผมเห็น(รวมถึงได้ทำงาน) กับคอนเสิร์ตที่มีความบิดเบี้ยวทางการนำเสนอสารสู่คนฟัง ซึ่งการบิดเบี้ยวนี้ส่วนใหญ่เกิดจากคนทำคอนเสิร์ตมีความเข้าใจคนดูที่ผิดไปว่าเค้ามาดูเพราะอะไร เมื่อเราเข้าใจคนดูผิดไป เราก็จะส่งสารที่ผิดให้กับคนดู ผมเป็นคนที่โตมาจากสายproduction เคยคิดว่าproductionคือความสำคัญมากสุดๆ (เราคงเคยได้จังหวะที่ไฟสาดออกจากเวทีจำนวนมากจนสาดเข้าตาเราจนมองไม่เห็นอะไรบนเวที นั่นเพราะคนทำไฟอยากให้เรามองไฟ แต่นั่นคือสิ่งที่เราซื้อบัตรมาดูใช่หรือไม่ หรือเราอาจเคยดูคอนเสิร์ตในทีวีที่ถ่ายแต่ภาพกว้างๆตลอดเวลาเพื่อให้ดูกราฟฟิกและแสงไฟที่แสนอลังการ เพียงเพราะคนทำอยากให้รู้ว่าเราทำกราฟฟิกสวยและลงทุนแสงไปเยอะ แต่นั่นคือเนื้อหาของคอนเสิร์ตที่เราอยากจะดูอย่างงั้นหรือ) แต่จริงๆแล้วproductionมันเป็นเพียงเครื่องตกแต่งจานอาหาร ไม่ใช่เนื้ออาหารแต่อย่างใด การทำงานมาหลายปีและทำงานกับผู้จัดหลายคนทำให้ได้เรียนรู้ว่าเราควรตกแต่งจานอย่างเหมาะสม (หลายครั้งที่ผมเองก็ลืมตัวตกแต่งมากเกินไป) และการทำงานกับผู้จัดหลายๆคนก็เลยทำได้ชิมเนื้ออาหารหลายหลากรสชาติ มีทั้งอร่อยบ้างไม่อร่อยบ้าง แต่ก็ทำให้เข้าใจในธุรกิจและธรรมชาติของธุรกิจนี้อีกเยอะ ที่เขียนมาเพราะช่วงนี้ได้พบเห็นและมีส่วนร่วมงานหลายอันที่เน้นการทำproduction ให้คนดูเห็นproductionที่อลังการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดที่เราจะตกแต่งจานอย่างสวยงามอลังการ เพราะมันคือกำไรของคนดูเพียงแต่ผมแอบแปลกใจที่หลายครั้งเราลืมสนใจเนื้ออาหารไปว่าเค้าทำอะไรให้ทาน เราตกแต่งมันเข้ากับอาหารนั่นมั้ย ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าเราจะทำproductionได้ถ้าเราไม่ได้รู้และเข้าใจรูปแบบคอนเสิร์ต เราจะออกแบบเวทีได้อย่างไรถ้าเราไม่ทราบสารที่คอนเสิร์ตจะสื่อถึงคนดู หลายครั้งผมเจอศิลปินมีความเป็นตัวเองสูง ไม่ยอมอะไรง่ายๆ จู้จี้และมีทิฐิ แต่ผมกลับเข้าใจคนเหล่านั้นอย่างมากเพราะเค้าเนื้ออาหาร คนดูมาทานเค้า ถ้าเค้าไม่มั่นใจว่าอร่อย จะให้เค้าปล่อยได้อย่างไร หน้าที่ของเราคือทำให้เค้ามั่นใจและแสดงศักยภาพของเค้าได้อย่างเค็มที่ ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะเห็นตลาดของshowในรูปแบบคอนเสิร์ตมันเริ่มผิดเพี้ยนไป มันอาจจะไม่ใช่เรื่องผิดแต่การทำแบบนี้บ่อยๆผมว่าบางทีมันทำให้คนดูกลับหลงทาง อาจส่งผลไปกับการเบื่อการดูคอนเสิร์ตไปเพราะเราสื่อสารที่ผิดกับความคาดหวังของคนดู ทุกวันอยากเห็นคอนเสิร์ตที่เปลี่ยนรูปแบบไปในมุมเชิงพัฒนามากกว่ามุมแห่งความแปลก ผมว่ามันยังมีอีกหลากหลายด้านของไทยที่ยังต้องพัฒนาไปอีก....

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ปรัชญาการออกแบบ Entertainment Design

Pol's Rule
1.Dynamic = changeable scene show (Kinetic)
2.Enhance = not intimidate the artist (Intensify)
3.Surprise = the Show must have a surprise thing (Unexpecting)
4.Integrate = everything must be synchronized (Synchronize)
5.Bold = something easy to remember from the show (Stunning,Accent)

D.E.S.I.B

K.I.S.S.S

whenever any rule has reach it's level ..
It will create IMPRESSIVENESS for the audience

Pol

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554

เข้าใจง่าย แต่ยากที่จะยอมรับ....

เมื่อวานไปpresent งานที่บริษัท TV THUNDER ซึ่งตอนประชุมพี่แต๋ง(ภูษิต ไล้ทอง)ก็นั่งทำอะไรสักอย่าง น่าจะเกี่ยวกันเรื่องภาษี แต่ไม่ได้เกี่ยวกับการประชุมของผม ... ผมก็presentไป พี่แต่งก็ทำอะไรของแกไปไม่รู้ จนพี่แต๋งแกทำอะไรของแกเสร็จ แกก็เข้ามาคุยเล่น ซึ่งแกก็เป็นคนที่ชอบปล่อยคำไปเรื่อยตามสไตล์ ซึ่งคราวนี้หวยมาลงที่ผม แกบอกว่าผมเป็นพวกคนที่เข้าใจอะไรง่ายแต่ยากที่จะยอมรับ เป็นคำที่สะดุดใจพอสมควร ไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไร แต่รู้สึกว่า..เออ นี่แหละใช่เลย... นี่มันกูจริงๆ เป็นประโยคที่แบบเออ ยอมรับหวะ.. เวลาใครบอกให้ทำอะไร หรืออธิบายเหตุผลอะไรต่างๆก็แบบเข้าใจนะ ..แต่ไม่เอาอ่ะ จะทำแบบนี้ ชอบบแบบนี้ หรือมันต้องเป็นแบบนี้สิ เหตุที่มักจะเกิด หรือเป็นเหตุที่พี่แต๋งสังเกตุนิสัยผมตรงนี้มักจะเป็นช่วงที่เวลาที่ทำconcertด้วยกัน เวลาเค้าอธิบายว่าทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ ทำไมเลือกเพลงนี้ คืออธิบายให้เราเข้าใจว่าทำไม ซึ่งเราก็เข้าใจ แต่ก็ไม่เคยยอมรับ และยังคอยเถียงมันต้องเป้นอย่างงี้อย่างงั้น ต้องจังหวะนี้ต้องจังหวะนั้นเสมอๆ ..พอมาเจอquoteที่พี่แต๋งพูดมาเนียะ ก็รู้สึกว่า เออ..จริง..ชอบหวะ คำนี้ ก็จะขอพี่แต๋งเอาไปใช้เป็น quoteส่วนตัวนะครับ..

วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ทำไมวงการเพลงล่มสลาย

จริงๆเรื่องนี้ก็เกิดสงสัยขึ้นในใจมานาน
แล้วก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย แค่คิดว่า มันมีคนเอาเพลงเถื่อนมาปล่อย มีแผ่นผี แล้วกฏ็ความง่ายของการขโมยของฟรีในเนต ทำให้
คนมันชอบโหลดเพลงฟรีมาฟังกัน แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนได้ไปเดินซื้อ CD ใน B2S อยู่ๆก็ถึงบางอ้อ ว่าทำไมวงการเพลงมันล่มสลาย
จริงๆมันก็เหมือนการเปลี่ยนของmedia เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับแผ่นเสียง เทป CD จนมาถึงตัวที่ทำให้วงการเพลงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างหนัก คือ MP3 ..[MPEG-1 or MPEG-2 Audio Layer 3 (or III)] สิ่งนี้คือความสามารถในการบีบอัดข้อมูลเพลงให้เหลือเพลง นาทีละ1 M แทนที่สมัยก่อนที่wave file มีขนาด 100 Mต่อนาที ..สิ่งนี้มาพร้อมยานพาหนะคู่ใจของมัน ซึ่งนำมาสู่หายนะ(ความเปลี่ยนแปลง)ครั้งใหญ่ในวงการดนตรี ยานพาหนะสำคัญของMP3ก็คือ Ipodนั่นเอง ซึ่งก็จะวิ่งมาบนถนนที่ถูกสร้างมาเป็นอย่างดี นั่นก็คือ internet 57'แม้ใน US จะมีItuneที่จะช่วยให้เพลงไม่ได้เป็นของเถือนที่หาได้ง่าย แต่สิ่งนี้ก็ทำให้วงการเพลงมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก อย่างน้อยก็เป็นอาวุธสำคัญที่มาทำลายล้างCDให้หมดไป ซึ่งจริงๆแล้วการที่ผู้ใช้Loadของเถือนนั้นก็ ก็เพราะความสะดวกสบายของคนใช้ คนฟังเพลงนั่นเองที่ไม่ต้องซื้อCDมาconvertให้เป็นmp3แล้วก็เอาCD ไปเก็บในหิ้ง... จะload แบบเสียตังมันก้ช่างยากเสียกระไร ไหนจะต้องกรอกข้อมูล ไหนจะต้องมีบัตรเครดิต กว่าจะกรอกเสร็จ ไปdownloadเพลงฟรี เสร็จไปแล้ว... ความสะดวกสบายแบบนี้เองที่ทำให้การloadของเถือนมันเพิ่มขึ้นทุกวัน
ยังให้ศิลปินต้องหาทางออกใหม่ในการทำงานคือกลับไปนร้องเพลง ..มากกว่าพึ่งยอดขายจากCD DVD หรือ download
ด้วยความสนใจและสงสัยในธุรกิจเพลงว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เมื่อมีโอกาส จึงได้ไปถามนักดนตรีรุ่นคุณน้า คุณพ่อ (พี่แต๋ง ภูษิต ไล้ทอง)ว่าก่อนที่จะมีการเกิดของธุรกิจ แผ่นเสียง เทป CD นักดนตรีเค้าอยู่อย่างไร ..ก็ได้คำบอกเล่ามาเป็นภาพชัดเจนว่า สมัยก่อนถนนบันเทิงของไทยมันก็มีเป็นเส้นๆ เหมือนทองหล่อ เอกมัยเนียะแหละ แต่สมัยก่อนมันจะเป็น ภัตตาคาร ร้านอาหาร โดยเฉพาะร้านดังๆสมัยก่อนคือ Galaxy ที่คนรวยๆลูกอาเสี่ย จะต้องแต่งสูทไปนั่งกินดริ้ง แล้วเต้นรำบนฟลอร์ ศิลปินทุกคนก็จะเดินสายเล่นดนตรีไปตามร้านต่างๆ ร้านละ 45 นาที ร้านละ 1 ชม โดยมีการจัดวงแบบbigband bandใหญ่บ้างเล็กบ้าง ถ้าห้องอาหารไหนรวย ก็จะเป็นวงใหญ่(ให้นึกถึง bigband แบบ motown) ในร้านอาหาร (ภัตตาคาร) เหล่านี้ก็จะเริ่มจากการกินข้าว กันก่อน แล้วพอดึกๆ ก็จะไปเต้นรำกันในฟลอร์ ซึ่งก็จะเต้นรำกันแบบเป็นเรื่องเป็นราว swing tango walz อะไรก็ว่ากันไป ทุกคนที่ไปร้านอาหารก็จะค่อนข้างwell dress ก้ไปเกี้ยวสาวกัน โดยชวนออกไปเต้นรำในฟลอร์อะไรทำนองนั้น ช่วงนั้นเป็นช่วงของพวกสุเทพ วงศ์กำแหง , สุนทราภรณ์คืนนึงก็เดินสายไปตลอดถนน (ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับศิลปินในปัจจุบัน) ... แต่ยุคการร้องเพลง แบบbigband ก็ล่มสลายลง ตามกฎหมาย ห้ามมีการเล่นดนตรีด้วยเครื่องดนตรีมากจำนวน (จำไม่ได้ว่ารัฐบาลไหนสั่งห้าม) จึงเริ่มเข้าสู่ยุค nightclub เป็นยุคที่electron หรือ acoustic เริ่มเข้ามามีบทบาท (อันนี้ผมเริ่มจะพอคุ้นๆบาง..)
ก็จะเป็นclub แล้วก็มีการร้องเพลงเป็นหลัก (น่าจะเป็นอารมรณ์แบบหนังเรื่องเก๋าๆ) ก็เป้นยุคของนันทิดา แก้วบัวสาย อะไรทำนองนี้ แล้วก็nightclubก็หมดความนิยม และเริ่มเข้าสู่ยุคแห่งธุรกิจเพลงบูมที่สุด คือยุคที่เทปเข้ามาเป็นอาวุธหลักของการชายดนตรี ก็เริ่มตั้งแต่ ยุคแกรนด์เอ๊กซ์ คีรีบูน และอีกมากมาย จนมารุ่งเรื่องที่สุดในยุคของgrammy RS และตอนนี้วงการเพลงกำลังเปลี่ยนรูปไปอีกครั้ง ...ซึ่งผมพยายามทำความเข้าใจและศึกษา อย่างสนใจว่า มันจะเดินต่อไปอย่างไร

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

East vs west culture

เรื่องของเรื่องในเรื่องนี้
คือผมเป็นคนสนใจเรื่องความเป็นไทยมาตั้งแต่สมัยเรียน
ทำวิทยานิพนท์ที่ต้องเรียนรู้เรื่องนี้และได้เกิดแรงบันดาลใจมากขึ้น
เมื่อได้ไปอ่านหนังสือ"ลักษณะไทย-ชีวิตน้ำ(ไม่แน่ใจในชื่อว่าถูกต้องรึเปล่านะ)"
ทุกวันนี้ชอบสังเกตุความแตกต่างของตะวันตกกับตะวันออก
ความเชื่อ. การใช้ภาษา การรับประทานอาหาร. การใช้ชีวิตในบ้าน
มีประเด็นที่น่าสนใจมากมายและมีทิศทางสอดคล้องก็เลยอยากเขียนถึงเรื่องนี้เช่นกัน