วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ทำไมวงการเพลงล่มสลาย

จริงๆเรื่องนี้ก็เกิดสงสัยขึ้นในใจมานาน
แล้วก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย แค่คิดว่า มันมีคนเอาเพลงเถื่อนมาปล่อย มีแผ่นผี แล้วกฏ็ความง่ายของการขโมยของฟรีในเนต ทำให้
คนมันชอบโหลดเพลงฟรีมาฟังกัน แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนได้ไปเดินซื้อ CD ใน B2S อยู่ๆก็ถึงบางอ้อ ว่าทำไมวงการเพลงมันล่มสลาย
จริงๆมันก็เหมือนการเปลี่ยนของmedia เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับแผ่นเสียง เทป CD จนมาถึงตัวที่ทำให้วงการเพลงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างหนัก คือ MP3 ..[MPEG-1 or MPEG-2 Audio Layer 3 (or III)] สิ่งนี้คือความสามารถในการบีบอัดข้อมูลเพลงให้เหลือเพลง นาทีละ1 M แทนที่สมัยก่อนที่wave file มีขนาด 100 Mต่อนาที ..สิ่งนี้มาพร้อมยานพาหนะคู่ใจของมัน ซึ่งนำมาสู่หายนะ(ความเปลี่ยนแปลง)ครั้งใหญ่ในวงการดนตรี ยานพาหนะสำคัญของMP3ก็คือ Ipodนั่นเอง ซึ่งก็จะวิ่งมาบนถนนที่ถูกสร้างมาเป็นอย่างดี นั่นก็คือ internet 57'แม้ใน US จะมีItuneที่จะช่วยให้เพลงไม่ได้เป็นของเถือนที่หาได้ง่าย แต่สิ่งนี้ก็ทำให้วงการเพลงมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก อย่างน้อยก็เป็นอาวุธสำคัญที่มาทำลายล้างCDให้หมดไป ซึ่งจริงๆแล้วการที่ผู้ใช้Loadของเถือนนั้นก็ ก็เพราะความสะดวกสบายของคนใช้ คนฟังเพลงนั่นเองที่ไม่ต้องซื้อCDมาconvertให้เป็นmp3แล้วก็เอาCD ไปเก็บในหิ้ง... จะload แบบเสียตังมันก้ช่างยากเสียกระไร ไหนจะต้องกรอกข้อมูล ไหนจะต้องมีบัตรเครดิต กว่าจะกรอกเสร็จ ไปdownloadเพลงฟรี เสร็จไปแล้ว... ความสะดวกสบายแบบนี้เองที่ทำให้การloadของเถือนมันเพิ่มขึ้นทุกวัน
ยังให้ศิลปินต้องหาทางออกใหม่ในการทำงานคือกลับไปนร้องเพลง ..มากกว่าพึ่งยอดขายจากCD DVD หรือ download
ด้วยความสนใจและสงสัยในธุรกิจเพลงว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เมื่อมีโอกาส จึงได้ไปถามนักดนตรีรุ่นคุณน้า คุณพ่อ (พี่แต๋ง ภูษิต ไล้ทอง)ว่าก่อนที่จะมีการเกิดของธุรกิจ แผ่นเสียง เทป CD นักดนตรีเค้าอยู่อย่างไร ..ก็ได้คำบอกเล่ามาเป็นภาพชัดเจนว่า สมัยก่อนถนนบันเทิงของไทยมันก็มีเป็นเส้นๆ เหมือนทองหล่อ เอกมัยเนียะแหละ แต่สมัยก่อนมันจะเป็น ภัตตาคาร ร้านอาหาร โดยเฉพาะร้านดังๆสมัยก่อนคือ Galaxy ที่คนรวยๆลูกอาเสี่ย จะต้องแต่งสูทไปนั่งกินดริ้ง แล้วเต้นรำบนฟลอร์ ศิลปินทุกคนก็จะเดินสายเล่นดนตรีไปตามร้านต่างๆ ร้านละ 45 นาที ร้านละ 1 ชม โดยมีการจัดวงแบบbigband bandใหญ่บ้างเล็กบ้าง ถ้าห้องอาหารไหนรวย ก็จะเป็นวงใหญ่(ให้นึกถึง bigband แบบ motown) ในร้านอาหาร (ภัตตาคาร) เหล่านี้ก็จะเริ่มจากการกินข้าว กันก่อน แล้วพอดึกๆ ก็จะไปเต้นรำกันในฟลอร์ ซึ่งก็จะเต้นรำกันแบบเป็นเรื่องเป็นราว swing tango walz อะไรก็ว่ากันไป ทุกคนที่ไปร้านอาหารก็จะค่อนข้างwell dress ก้ไปเกี้ยวสาวกัน โดยชวนออกไปเต้นรำในฟลอร์อะไรทำนองนั้น ช่วงนั้นเป็นช่วงของพวกสุเทพ วงศ์กำแหง , สุนทราภรณ์คืนนึงก็เดินสายไปตลอดถนน (ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับศิลปินในปัจจุบัน) ... แต่ยุคการร้องเพลง แบบbigband ก็ล่มสลายลง ตามกฎหมาย ห้ามมีการเล่นดนตรีด้วยเครื่องดนตรีมากจำนวน (จำไม่ได้ว่ารัฐบาลไหนสั่งห้าม) จึงเริ่มเข้าสู่ยุค nightclub เป็นยุคที่electron หรือ acoustic เริ่มเข้ามามีบทบาท (อันนี้ผมเริ่มจะพอคุ้นๆบาง..)
ก็จะเป็นclub แล้วก็มีการร้องเพลงเป็นหลัก (น่าจะเป็นอารมรณ์แบบหนังเรื่องเก๋าๆ) ก็เป้นยุคของนันทิดา แก้วบัวสาย อะไรทำนองนี้ แล้วก็nightclubก็หมดความนิยม และเริ่มเข้าสู่ยุคแห่งธุรกิจเพลงบูมที่สุด คือยุคที่เทปเข้ามาเป็นอาวุธหลักของการชายดนตรี ก็เริ่มตั้งแต่ ยุคแกรนด์เอ๊กซ์ คีรีบูน และอีกมากมาย จนมารุ่งเรื่องที่สุดในยุคของgrammy RS และตอนนี้วงการเพลงกำลังเปลี่ยนรูปไปอีกครั้ง ...ซึ่งผมพยายามทำความเข้าใจและศึกษา อย่างสนใจว่า มันจะเดินต่อไปอย่างไร

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

East vs west culture

เรื่องของเรื่องในเรื่องนี้
คือผมเป็นคนสนใจเรื่องความเป็นไทยมาตั้งแต่สมัยเรียน
ทำวิทยานิพนท์ที่ต้องเรียนรู้เรื่องนี้และได้เกิดแรงบันดาลใจมากขึ้น
เมื่อได้ไปอ่านหนังสือ"ลักษณะไทย-ชีวิตน้ำ(ไม่แน่ใจในชื่อว่าถูกต้องรึเปล่านะ)"
ทุกวันนี้ชอบสังเกตุความแตกต่างของตะวันตกกับตะวันออก
ความเชื่อ. การใช้ภาษา การรับประทานอาหาร. การใช้ชีวิตในบ้าน
มีประเด็นที่น่าสนใจมากมายและมีทิศทางสอดคล้องก็เลยอยากเขียนถึงเรื่องนี้เช่นกัน

วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

ปีใหม่ ...เอาใหม่

ปีที่แล้วเป็นปีที่เริ่มต้นใหม่ ปรับประเภทงาน ระบบองค์การ และทีมงานใหม่
โดยรวมถือเป็นที่พอใจ(มากพอสมควร) ปีนี้คงต้อนเริ่มนับต่อจากปีที่แล้วต่อไป
งานปีที่แล้วก็เยอะ ตามฤดู โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง
และเดือนตุลาก็ไม่แคล้วก็ตุลาวิปโยคเหมือนเคย ไม่รู้ว่าอะไรกันนักกันหนา ในเดือนตุลา
ช่วงนั้นมี Salz, Music marathon, Boy peace, ฺB.A.M. ลากจนมาถึง BODYSLAM
เป็นสามปีติดแห่งความหายนะในเดือนตุลา ..เราลองมาดูปีนี้กันว่าจะเป็นอย่างไร

แต่ปีนี้ ปีเถาะ เป็นปีชงของเรา ...มันจะเป็นยังไงหนอออ

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554

หายไปนาน.

หายไปจากblog แทบจะเรียกว่า 1 ปีกว่าๆ
งานเยอะ เรื่องแยะ (โดยเฉพาะพวกเรื่องไร้สาระ)
แต่สมองก็ไม่ได้หยุดคิด มีเรื่องมากมายที่ผ่านมาทำให้ความคิดมันเตลิดไปไกล
ไม่ว่าจะเป็นความสนใจใน music industry ว่ามันจะเดินต่ออย่างไร
หรือเรื่องการดำเนินชีวิตที่มีจุดยืนบนความสัมพัทธ์ คือเชื่อว่าไม่มีอะไรถูกผิด มีแต่เหมาะไม่เหมาะ ชอบไม่ชอบในสายตาของผู้ตัดสินใจ .. (ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างทั้งระเบียบและมาตรฐาน โดยสิ่งเหล่านี้ถูกทำให้ชัดเจนขึ้นมามากในยุคที่มีinternet (การสื่อสารสองทางที่รวดเร็ว) เป็นโครงสร้างของระบบ)
นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการมองการเดินทางของโลกไปสู่ยุคที่มีแต่คำถามว่า WHY?
เป็นยุคที่internet เข้ามาจัดระบอบของสังคมใหม่ เพิ่มspeedของกิเลสและการใช้ชีวิต และมีผลกระทบต่อเนื่องอีกมากมาย จนเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากว่า โลกเราจะเดินต่ออย่างไร
รวมไปถึงการshift ของindustryต่างๆจากผลของinternet ไม่ว่าจะเป็นentertainment, communication, logistic รวมถึงdesigner

เรื่องมากมายเหล่านี้อยู่ในหัว อยากเขียนออกมาเป็นคอลั่มมากมาย
แต่ขอเวลาก่อนนะ

แต่คิดว่าปีนี้จะกลับมาเขียนblog เพื่อรวบรวมแนวทางความคิดที่มั่วๆระเกะระกะให้มันเป็นที่เป็นทางอีกสักที

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Review: แม่นาค The musical

แม่นาค เดอะ มิวสิคัล

โรงละคร เอ็ม เทียเตอร์

วันแสดง
4 ธันวาคม 2552 รอบ 19.30
5 ธันวาคม 2552 รอบ 19.30
6 ธันวาคม 2552 รอบ 14.00
11 ธันวาคม 2552 รอบ 19.30
12 ธันวาคม 2552 รอบ 19.30
13 ธันวาคม 2552 รอบ 14.00


ราคาบัตร
800/1200/1500/1800/2000

นำแสดงโดย

ธีรนัยน์ ณ หนองคาย
วรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์
มณีนุช เสมรสุต
นรินทร ณ บางช้าง
อรวรรณ เย็นพูนสุข
ญานี ตราโมท
เด๋อ ดอกสะเดา
ธานี พูนสุวรรณ
ศรัณย์ ทองปาน
และณัฏฐพัชร วิพัธครตระกูล (ปุยฝ้าย AF4)
ร่วมด้วยกลุ่มนักแสดงสมทบที่มากความ สามารถทั้งร้องและแสดงโดยมีดนตรีสด 18 ชิ้นร่วมบรรเลงตลอดการแสดงทั้ง 3 ชม.

บทละคร และคำร้อง ดารกา วงศ์ศิริ
กำกับการแสดง สุวรรณดี จักราวรวุธ
กำกับดนตรี ไกวัล กุลวัฒโนทัย
ประพันธ์ทำนอง ไกวัล กุลวัฒโนทัย พลรักษ์ โอชกะ สุธี แสงเสรีชน
อำนวยเพลง ดำริห์ บรรณวิทยกิจ
กำกับการร้อง ใจรัตน์ พิทักษ์เจริญ
กำกับลีลา พจน์ ครองสิริวัฒน์
ออกแบบฉาก ฤทธิรงค์ จิวากานนท์
ออกแบบแสง ฉลาดเลิศ ตุงคะมณี
ออกแบบงานเสียง เศวต เศวตะทัต
ออกแบบเทคนิค วิรัตน์ ภู่นภานนท์ ศุภธนิตย์ ฐิตะชัยสิทธิ์
ออกแบบเสื้อผ้า Dreambox Costume


concept: (promote content)
จากคำร่ำลือที่มาของผีดุแห่งท้องทุ่งพระโขนงสู่ต้นตอของความจริงอีกด้าน
ที่ไม่เคยมีแม่นาคฉบับไหนเคยตีแผ่มาก่อน
นาคบุตรี ขุนศรีประจันและแม่ทองคำ หนีตาม มาก คนรักจากอยุธยาบ้านเกิด
มาเริ่มต้นชีวิตคู่
ครองเรือนกันที่ท้องทุ่งพระโขนง ความรักที่ทั้งคู่มีต่อกันทำให้นาคพยายามปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตใหม่

แม่ เหมือน มารดาของมากผิดหวังที่ลูกชายคว้าหญิงอื่นมาเป็นคู่ครองแทน สายหยุด หลานสาว และโกรธเกลียดลูกสะใภ้ถึงขั้นขัดแย้งกับมาก ทำให้สองสามีภรรยาย้ายออกไปอยู่กันตามลำพังที่บ้านริมคลองพระโขนงดงตะเคียน เมื่อนาคท้องแก่ได้ 8 เดือน ทางหลวงออกหมายเกณฑ์ไพร่ไปทำศึกในสงครามเชียงตุง มากจึงฝากฝังเมียไว้กับ ป้าแก่ หมอตำแยและ ตาฉ่ำ สัปเหร่อ สองผัวเมียที่รักใคร่เอ็นดูนาค โชคร้ายในคืนที่นาคเจ็บท้อง ทั้งคู่เมาเหล้าไม่รู้เรื่องราว ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น ชาวบ้านมาพบศพนาคอีกครั้งในวันต่อมา วิญญาณของนาคที่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างเดียวดายก่อนสิ้นใจ ตัดสินใจเลือกเส้นทางของตัวเองโดยปฏิเสธความตายด้วยปณิธานอันแรงกล้าว่า ข้ายังไม่พร้อมจะยอมตาย

ชีวิต หลังความตายของนาคถูกโจษจันเล่าขานจนเกิดเป็นตำนานผีดุแห่งท้องทุ่งพระโขนง คำร่ำลือจากปากต่อปากของผู้คนตอกย้ำความเชื่อในความเฮี้ยนดุร้ายของแม่นาคจน กลายเป็นสุดยอดตำนานผีไทยอมตะ ทว่ายังมี ความจริงอีกด้าน ที่เกิดขึ้นได้ในสังคมไทยทุกยุคทุกสมัย รอการถ่ายทอดด้วยมุมมองสดใหม่ผ่านบทเพลง 50 เพลงโดยนักร้องนักแสดงชั้นแนวหน้าของเมืองไทย ในรูปแบบของ sung-through musical(ละครร้องทั้งเรื่องที่ไม่มีบทพูด) ที่จะทำให้ผู้ชมทุกท่านรู้จักกับความจริงของผีแม่นาคอย่างที่ไม่เคยมีใครคิด มาก่อน


Review

สำหรับละครเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องแรกที่ผมได้ชมละครเวทีของคนไทยที่ไม่ใช่ค่ายในกระแส(Mass) ซึงสำหรับผมต้องเรียกได้ว่า

ประทับใจมากๆกับละคนเวทีเรื่องนี้

องค์ประกอบในทุกทุกส่วนของเรื่องนี้ทำได้เหมาะสมและดี จริงๆแล้วธรรมาชาติของละครเวทีค่ายนี้เป็นกลุ่มคนที่ทำละครเวทีสายอักษรศาสตร์ อย่าเต็มตัว (คือกลุ่มสายตรง) ซึ่งบางครั้งละครของคนกลุ่มนี้ทำอาจจะเข้าใได้ยากบ้าง เพราะถือเป็นกลุ่มสายตรง และทำละครอยู่ในลักษณะศิลปะชั้นสูง แต่การเรื่องนี้ผู้กำกับและเขียนบท คาดว่าคงตั้งใจทำมีการทำเนื้อเรื่องให้เป็นที่เข้าใจง่ายสำหรับผู้ชมทั่วไปมากขึ้น การเลือกเพลงที่ฟังง่ายขึ้นและเนื้อเรื่องที่ชัดเจนเข้าใจง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความคิดมากมาย

ในทุกๆด้านผมมีข้อติค่อนข้างน้อย
ผมได้ชมทั้งสองCast และชมทั้งครั้งแรกที่มีความยาวกว่าครั้งที่สองที่พยายายรวบรัดให้สั้นซึ่งสำหรับผมการตัดช่วงของสายหยุดกับเรืองออกไปผมชอบมากกว่า เพราะเพื่อให้การแสดงมันกระชับเข้า ไม่น่าเบื่อ แต่ในผมว่าสำหรับแฟนละครdreamboxเอง การตัด ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย เพราะจริงๆแล้วส่วนของเรืองกับสายหยุดก็ไม่ได้ขัดเขินอะไรมากและฐานแฟนละครของDreamboxคงไม่ได้รู้สึกอะไรมากกับความยาวของละครที่ยาวขึ้นมาอีกนิดหน่อย

บท

บทเป็นหัวใจของการทำงานทั้งหมด ไม่ว่าจะส่งไปที่transition ฉาก ที่ทำได้เนียนทีเดียว และการทำให้แต่ลงองค์ แต่ละฉากมีการอธิบายเรื่องราวตลอด ไม่น่าเบื่อเหมือนมีเนื้อเรื่องให้ดูตลอดทุกฉาก การให้ข้อคิดเรื่องบทก็ถือว่าทำได้ดี และผมชอบมากในconceptที่ว่า "คนร้ายกว่าผี" ซึ่งก็ตอบโจทย์ได้ดีมาก

ดนตรี

โดยรวมทำได้ดีมาก คือมีการสอดประสานเพลงความเป็นไทยเข้าไปในเพลง ไม่ว่าจะเป็นscale ดนตรีไทยๆหรือSound เครื่องดนตรีไทย ทำให้มันดูเป็นไทย แม้อาจจะมีบางsceneที่เพลงฟังดูเป็นdisney และ Western Broadwayอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เป็นไร รับได้ เนื้อเพลง ถึงแม้ว่าจะมีอะไรที่ขัดหูไปบ้าง แต่การทำละครเพลงที่ไม่มีบทพูดเช่นนี้คงต้องยอมให้เนื้อเพลงขัดหูไปบ้าง เพื่อให้การสื่อสารมันชัดเจนซึ่งผมก็ไม่ได้ติดอะไร อาจจะมีบ้างบางเพลงที่melodyไม่ติดหูนัก แต่ก็ไม่ได้ติดมากเช่นกัน ส่วนการร้องของนักแสดงไม่ต้องพูดถึง เรียกได้ว่าเป็นตัวแม่ทั้งนั้น (ผมชอบCastที่มีพี่โต๊งเหน่งมากกว่า เพราะเสียงแกสุดยอดมาก) เรียกได้ว่าสามตัวแม่ออกมาร้องทำไร ขนุลุกทุกที ส่วนน๊อตอาจจะdropไปบ้าง แต่โดยรวมก็ทำได้ดี

ฉาก แสง สี (Production)

รอบแรกที่ดูยังรู้สึกว่าจังหวะและแสงต่างๆยังทำได้ไม่ดี แต่พอไปดูRestage อีกครั้ง ก็พบว่า การออกแบบทำได้ดีมาก ลงตัวในScaleของงบประมาณที่มี มีความเป็นศิลปะในเชิงภาพสูง การใช้contrastสีเพื่อเพิ่มความลึก การเลือกองค์ประกอบสีของแสงไปบนการทำงานฉากแบบเข้าใจโจทย์ของละครเวที กับพื้นที่ที่มี การtransition ฉากที่ราบรื่น อาจจะมีที่ไม่ชอบอยู่บ้างคือฉากบ้านแม่นอคตอนสดใส มันดูไม่ค่อยสดใส แต่โดยรวมทำได้ดีมาก

โดยรวม

ผมถือว่า Dreamboxทำละครได้เข้าใจกลุ่มผู้ชมตัวเองอย่างมาก และพยายามจะทำให้มันกว้างขึ้นซึ่งก็ทำได้ดีระดับนึง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คนระดับแมสหันมาชมได้ ซึ่งทางdreamboxก็คงไม่ได้คาดหวังอะไรที่แมสขนาดนั้นอยู่แล้ว โดยส่วนตัวชอบละครเรื่องนี้มาก ดูทั้งสองรอบก็ไม่รู้สึกเบื่อ ถ้าให้คะแนนแล้วก็คงได้ A+ เพียงแต่มีละครเรื่องนี้สำหรับผมเปรียบได้กับเด็กเรียนที่เก่งมากคนนึงที่ทำละครได้ดีตามมาตรฐาน(สำหรับผมเทียบเท่าต่างประเทศทีเดียว) เป็นงานที่สมบูรณ์แบบมาก แต่สิ่งที่ขาดอาจจะเป็นความซน หรือความฉีก จากขนอบ ซึ่งสำหรับผู้ชมของค่ายนี้อาจจะไม่ได้ต้องการสิ่งนั้น ผมก็เลยคิดว่าคงต้องหวังสิ่งนั้นจากค่ายอื่นๆแทนละกัน เพราะการทำอะไรที่ซนหรือฉีก มันคงต้องไปพร้อมกันตั้งแต่ผู้กำกับ บท ดนตรีและฉาก...



วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

UNDO LIFE

เมื่อวานผมนั่งทำงานอยู่แล้ว ก็ทำแล้วก็แก้ ทำแล้วก็แก้ undoตลอดเวลา มันทำให้ผมนึกถึงสักเมื่อสองสามปีก่อน ผมเอาprogramอะไรไม่รู้มาลง ลองเล่นดู แต่programนี้มันมีundoครั้งเดียว ท้ายสุดผมเลยต้องเลิกใช้programนี้ไปเลย... พอคิดเรื่องนี้แล้วก็เลยพลาดคิดต่อไปว่า ถ้าชีวิตเราขาด crtl Z ไป นี่เราจะเป็นยังไงนะ

จริงๆสิ่งเหล่านี้มันมีผลกระทบต่อชีวิตของคนยุคนี้เป็นอย่างมาก โดยไม่รู้ตัวเลย มันกระทบไปจนถึงการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ๆทีเดียว
ผมเกิดมาในยุค ที่เค้าเรียกว่าGEN X หลังจากกลุ่มพวกYUPPY แต่ตัวผมเป็นคนที่อาจจะอยู่ใรตะเข็บของกลุ่ม GEN Y เสียด้วยซ้ำ (เอาเป็นว่า จะ Yuppy, Gen X,Gen Y อะไรก็ลองsearch ดูเองละกันว่ามันหมายถึงอะไร)
รวมๆ คนกลุ่มนี้เกิดมากับยุคDigital, เกิดมากับคำถาม Why Why WHy ( Gen Y นี่นะ) , มากับคำว่าReset เบื่อหรือเล่นเกมส์ไม่ผ่านก็reset เริ่มใหม่ รวมถึงการเกิดมากับคำว่า Undo

สิ่งเหล่านี้มีผลต่อทัศนคติของคน รวมถึงการใช้ชีวิต (มีลูกน้องมาเยอะ ก็พอจะสังเกตุเห็นได้) เด้กเหล่านี้จะมีสมาธิสั้น เปลี่ยนแปลงได้เร็ว หากทำพลาด ก็ลุกขึ้นยืนได้เร็ว(เหมือนเล่นเกมส์ตายก็resetใหม่ได้ทุกครั้ง) กล้าได้กล้าเสีย ความอดทนต่ำ รุ้สึกว่าชีวิตต้องลองเองถึงจะรู้ (ใครห้ามก็ไม่ฟัง) สังเกตุได้ง่ายๆจากการTakeยาเสพติดของวัยรุ่นในปัจจุบัน มักเป็นการลองโดยสมัครใจทั้งนั้น เด็กเหล่านี้จะคิดว่ามีชีวิตต้องลองให้คุ้ม..ซึ่งสำหรับผม ณ วัยนี้ ผมว่ามันก็อาจจะไม่ถูกซะทั้งหมด..แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกปลุกฝังมา ใช่ว่าจะสามารถสอนกันได้ด้วยคำพูด มันกลายเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมไปเลย
เราจะสังเกตุได้ว่าเด็กรุ่นใหม่จะเปลี่ยนงานเร็ว มองอะไรฉาบฉวย กล้้าลองผิดลองถูก ..ใช่ มันเป็นการสร้างโอกาส ให้กับชีวิตมากขึ้น แต่มันก้น่าเสียดายที่เด็กเหล่านี้จะกลายเป็นเด็กที่ขาดความอดทน ขาดสติ และขาดความพิถีพิถันไปเช่นกัน
สำหรับผมโดยส่วนตัว จริงๆการกล้าได้กล้าเสีย หรือลองถูกลองผิด ไม่ใช่สิ่งไม่ดี
แต่ชีวิตคนเราUndo แบบในComputerไม่ได้
ไม่มีใครลบความทรงจำได้ มันก็จะอยู่ตรงนั้น
ถึงบางครั้งเหมือนเราจะลืมได้ แต่จริงๆแล้วมันก็เหมือนลิ้นชักที่เก็บของไว้ เมื่อใครเปิดออกมาเราก็จะจำได้อีกที
.......พิมพ์เรื่องนี้เสร็จก็คงกลับไปนั่งทำงานต่อ ด้วยความตั้งใจทำงานอย่างรอบคอบ ให้Undoน้อยที่สุด

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับ Truss

เมื่อสองเดือนก่อนได้แวะไปคุยกับ Lighting Designer (พี่เมา) เรื่องงานInnocent
แต่ตัวเค้าอยู่ที่งาน Set up เสกLOSO ก็เลยได้เห็นงานที่ GMM Live ทำ
ซึ่งงานนี้เค้าใช้ Truss เป็นโครงสร้างหลัก เลยเดินไปดูเก็บความรู้ กะว่าคราวหน้าจะใช้มั่ง

























เพื่อความชัดเจน ผมเลยเข้าไปดูระบบนั่งร้าน ซึ่งมันก็เป็นระบบเดียวกัน และมันคงเป็นโครงสร้างเดียวกันหมดได้ ทั้งstage&lighting structure (ขอขอบคุณWEB: www.formworkdd.com)