วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554
East vs west culture
คือผมเป็นคนสนใจเรื่องความเป็นไทยมาตั้งแต่สมัยเรียน
ทำวิทยานิพนท์ที่ต้องเรียนรู้เรื่องนี้และได้เกิดแรงบันดาลใจมากขึ้น
เมื่อได้ไปอ่านหนังสือ"ลักษณะไทย-ชีวิตน้ำ(ไม่แน่ใจในชื่อว่าถูกต้องรึเปล่านะ)"
ทุกวันนี้ชอบสังเกตุความแตกต่างของตะวันตกกับตะวันออก
ความเชื่อ. การใช้ภาษา การรับประทานอาหาร. การใช้ชีวิตในบ้าน
มีประเด็นที่น่าสนใจมากมายและมีทิศทางสอดคล้องก็เลยอยากเขียนถึงเรื่องนี้เช่นกัน
วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554
ปีใหม่ ...เอาใหม่
โดยรวมถือเป็นที่พอใจ(มากพอสมควร) ปีนี้คงต้อนเริ่มนับต่อจากปีที่แล้วต่อไป
งานปีที่แล้วก็เยอะ ตามฤดู โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง
และเดือนตุลาก็ไม่แคล้วก็ตุลาวิปโยคเหมือนเคย ไม่รู้ว่าอะไรกันนักกันหนา ในเดือนตุลา
ช่วงนั้นมี Salz, Music marathon, Boy peace, ฺB.A.M. ลากจนมาถึง BODYSLAM
เป็นสามปีติดแห่งความหายนะในเดือนตุลา ..เราลองมาดูปีนี้กันว่าจะเป็นอย่างไร
แต่ปีนี้ ปีเถาะ เป็นปีชงของเรา ...มันจะเป็นยังไงหนอออ
วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554
หายไปนาน.
งานเยอะ เรื่องแยะ (โดยเฉพาะพวกเรื่องไร้สาระ)
แต่สมองก็ไม่ได้หยุดคิด มีเรื่องมากมายที่ผ่านมาทำให้ความคิดมันเตลิดไปไกล
ไม่ว่าจะเป็นความสนใจใน music industry ว่ามันจะเดินต่ออย่างไร
หรือเรื่องการดำเนินชีวิตที่มีจุดยืนบนความสัมพัทธ์ คือเชื่อว่าไม่มีอะไรถูกผิด มีแต่เหมาะไม่เหมาะ ชอบไม่ชอบในสายตาของผู้ตัดสินใจ .. (ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างทั้งระเบียบและมาตรฐาน โดยสิ่งเหล่านี้ถูกทำให้ชัดเจนขึ้นมามากในยุคที่มีinternet (การสื่อสารสองทางที่รวดเร็ว) เป็นโครงสร้างของระบบ)
นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการมองการเดินทางของโลกไปสู่ยุคที่มีแต่คำถามว่า WHY?
เป็นยุคที่internet เข้ามาจัดระบอบของสังคมใหม่ เพิ่มspeedของกิเลสและการใช้ชีวิต และมีผลกระทบต่อเนื่องอีกมากมาย จนเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากว่า โลกเราจะเดินต่ออย่างไร
รวมไปถึงการshift ของindustryต่างๆจากผลของinternet ไม่ว่าจะเป็นentertainment, communication, logistic รวมถึงdesigner
เรื่องมากมายเหล่านี้อยู่ในหัว อยากเขียนออกมาเป็นคอลั่มมากมาย
แต่ขอเวลาก่อนนะ
แต่คิดว่าปีนี้จะกลับมาเขียนblog เพื่อรวบรวมแนวทางความคิดที่มั่วๆระเกะระกะให้มันเป็นที่เป็นทางอีกสักที
วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552
Review: แม่นาค The musical
แม่นาค เดอะ มิวสิคัล
โรงละคร เอ็ม เทียเตอร์
วันแสดง
4 ธันวาคม 2552 รอบ 19.30
5 ธันวาคม 2552 รอบ 19.30
6 ธันวาคม 2552 รอบ 14.00
11 ธันวาคม 2552 รอบ 19.30
12 ธันวาคม 2552 รอบ 19.30
13 ธันวาคม 2552 รอบ 14.00
ราคาบัตร
800/1200/1500/1800/2000
ธีรนัยน์ ณ หนองคาย
วรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์
มณีนุช เสมรสุต
นรินทร ณ บางช้าง
อรวรรณ เย็นพูนสุข
ญานี ตราโมท
เด๋อ ดอกสะเดา
ธานี พูนสุวรรณ
ศรัณย์ ทองปาน
และณัฏฐพัชร วิพัธครตระกูล (ปุยฝ้าย AF4)
ร่วมด้วยกลุ่มนักแสดงสมทบที่มากความ สามารถทั้งร้องและแสดงโดยมีดนตรีสด 18 ชิ้นร่วมบรรเลงตลอดการแสดงทั้ง 3 ชม.
บทละคร และคำร้อง ดารกา วงศ์ศิริ
กำกับการแสดง สุวรรณดี จักราวรวุธ
กำกับดนตรี ไกวัล กุลวัฒโนทัย
ประพันธ์ทำนอง ไกวัล กุลวัฒโนทัย พลรักษ์ โอชกะ สุธี แสงเสรีชน
อำนวยเพลง ดำริห์ บรรณวิทยกิจ
กำกับการร้อง ใจรัตน์ พิทักษ์เจริญ
กำกับลีลา พจน์ ครองสิริวัฒน์
ออกแบบฉาก ฤทธิรงค์ จิวากานนท์
ออกแบบแสง ฉลาดเลิศ ตุงคะมณี
ออกแบบงานเสียง เศวต เศวตะทัต
ออกแบบเทคนิค วิรัตน์ ภู่นภานนท์ ศุภธนิตย์ ฐิตะชัยสิทธิ์
ออกแบบเสื้อผ้า Dreambox Costume
ที่ไม่เคยมีแม่นาคฉบับไหนเคยตีแผ่มาก่อนนาคบุตรี ขุนศรีประจันและแม่ทองคำ หนีตาม มาก คนรักจากอยุธยาบ้านเกิด
มาเริ่มต้นชีวิตคู่ครองเรือนกันที่ท้องทุ่งพระโขนง ความรักที่ทั้งคู่มีต่อกันทำให้นาคพยายามปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตใหม่
แม่ เหมือน มารดาของมากผิดหวังที่ลูกชายคว้าหญิงอื่นมาเป็นคู่ครองแทน สายหยุด หลานสาว และโกรธเกลียดลูกสะใภ้ถึงขั้นขัดแย้งกับมาก ทำให้สองสามีภรรยาย้ายออกไปอยู่กันตามลำพังที่บ้านริมคลองพระโขนงดงตะเคียน เมื่อนาคท้องแก่ได้ 8 เดือน ทางหลวงออกหมายเกณฑ์ไพร่ไปทำศึกในสงครามเชียงตุง มากจึงฝากฝังเมียไว้กับ ป้าแก่ หมอตำแยและ ตาฉ่ำ สัปเหร่อ สองผัวเมียที่รักใคร่เอ็นดูนาค โชคร้ายในคืนที่นาคเจ็บท้อง ทั้งคู่เมาเหล้าไม่รู้เรื่องราว ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น ชาวบ้านมาพบศพนาคอีกครั้งในวันต่อมา วิญญาณของนาคที่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างเดียวดายก่อนสิ้นใจ ตัดสินใจเลือกเส้นทางของตัวเองโดยปฏิเสธความตายด้วยปณิธานอันแรงกล้าว่า ข้ายังไม่พร้อมจะยอมตาย
ชีวิต หลังความตายของนาคถูกโจษจันเล่าขานจนเกิดเป็นตำนานผีดุแห่งท้องทุ่งพระโขนง คำร่ำลือจากปากต่อปากของผู้คนตอกย้ำความเชื่อในความเฮี้ยนดุร้ายของแม่นาคจน กลายเป็นสุดยอดตำนานผีไทยอมตะ ทว่ายังมี ความจริงอีกด้าน ที่เกิดขึ้นได้ในสังคมไทยทุกยุคทุกสมัย รอการถ่ายทอดด้วยมุมมองสดใหม่ผ่านบทเพลง 50 เพลงโดยนักร้องนักแสดงชั้นแนวหน้าของเมืองไทย ในรูปแบบของ sung-through musical(ละครร้องทั้งเรื่องที่ไม่มีบทพูด) ที่จะทำให้ผู้ชมทุกท่านรู้จักกับความจริงของผีแม่นาคอย่างที่ไม่เคยมีใครคิด มาก่อน
Review
สำหรับละครเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องแรกที่ผมได้ชมละครเวทีของคนไทยที่ไม่ใช่ค่ายในกระแส(Mass) ซึงสำหรับผมต้องเรียกได้ว่า
ประทับใจมากๆกับละคนเวทีเรื่องนี้
องค์ประกอบในทุกทุกส่วนของเรื่องนี้ทำได้เหมาะสมและดี จริงๆแล้วธรรมาชาติของละครเวทีค่ายนี้เป็นกลุ่มคนที่ทำละครเวทีสายอักษรศาสตร์ อย่าเต็มตัว (คือกลุ่มสายตรง) ซึ่งบางครั้งละครของคนกลุ่มนี้ทำอาจจะเข้าใได้ยากบ้าง เพราะถือเป็นกลุ่มสายตรง และทำละครอยู่ในลักษณะศิลปะชั้นสูง แต่การเรื่องนี้ผู้กำกับและเขียนบท คาดว่าคงตั้งใจทำมีการทำเนื้อเรื่องให้เป็นที่เข้าใจง่ายสำหรับผู้ชมทั่วไปมากขึ้น การเลือกเพลงที่ฟังง่ายขึ้นและเนื้อเรื่องที่ชัดเจนเข้าใจง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความคิดมากมาย
ในทุกๆด้านผมมีข้อติค่อนข้างน้อย
ผมได้ชมทั้งสองCast และชมทั้งครั้งแรกที่มีความยาวกว่าครั้งที่สองที่พยายายรวบรัดให้สั้นซึ่งสำหรับผมการตัดช่วงของสายหยุดกับเรืองออกไปผมชอบมากกว่า เพราะเพื่อให้การแสดงมันกระชับเข้า ไม่น่าเบื่อ แต่ในผมว่าสำหรับแฟนละครdreamboxเอง การตัด ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย เพราะจริงๆแล้วส่วนของเรืองกับสายหยุดก็ไม่ได้ขัดเขินอะไรมากและฐานแฟนละครของDreamboxคงไม่ได้รู้สึกอะไรมากกับความยาวของละครที่ยาวขึ้นมาอีกนิดหน่อย
บท
บทเป็นหัวใจของการทำงานทั้งหมด ไม่ว่าจะส่งไปที่transition ฉาก ที่ทำได้เนียนทีเดียว และการทำให้แต่ลงองค์ แต่ละฉากมีการอธิบายเรื่องราวตลอด ไม่น่าเบื่อเหมือนมีเนื้อเรื่องให้ดูตลอดทุกฉาก การให้ข้อคิดเรื่องบทก็ถือว่าทำได้ดี และผมชอบมากในconceptที่ว่า "คนร้ายกว่าผี" ซึ่งก็ตอบโจทย์ได้ดีมาก
ดนตรี
โดยรวมทำได้ดีมาก คือมีการสอดประสานเพลงความเป็นไทยเข้าไปในเพลง ไม่ว่าจะเป็นscale ดนตรีไทยๆหรือSound เครื่องดนตรีไทย ทำให้มันดูเป็นไทย แม้อาจจะมีบางsceneที่เพลงฟังดูเป็นdisney และ Western Broadwayอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เป็นไร รับได้ เนื้อเพลง ถึงแม้ว่าจะมีอะไรที่ขัดหูไปบ้าง แต่การทำละครเพลงที่ไม่มีบทพูดเช่นนี้คงต้องยอมให้เนื้อเพลงขัดหูไปบ้าง เพื่อให้การสื่อสารมันชัดเจนซึ่งผมก็ไม่ได้ติดอะไร อาจจะมีบ้างบางเพลงที่melodyไม่ติดหูนัก แต่ก็ไม่ได้ติดมากเช่นกัน ส่วนการร้องของนักแสดงไม่ต้องพูดถึง เรียกได้ว่าเป็นตัวแม่ทั้งนั้น (ผมชอบCastที่มีพี่โต๊งเหน่งมากกว่า เพราะเสียงแกสุดยอดมาก) เรียกได้ว่าสามตัวแม่ออกมาร้องทำไร ขนุลุกทุกที ส่วนน๊อตอาจจะdropไปบ้าง แต่โดยรวมก็ทำได้ดี
ฉาก แสง สี (Production)
รอบแรกที่ดูยังรู้สึกว่าจังหวะและแสงต่างๆยังทำได้ไม่ดี แต่พอไปดูRestage อีกครั้ง ก็พบว่า การออกแบบทำได้ดีมาก ลงตัวในScaleของงบประมาณที่มี มีความเป็นศิลปะในเชิงภาพสูง การใช้contrastสีเพื่อเพิ่มความลึก การเลือกองค์ประกอบสีของแสงไปบนการทำงานฉากแบบเข้าใจโจทย์ของละครเวที กับพื้นที่ที่มี การtransition ฉากที่ราบรื่น อาจจะมีที่ไม่ชอบอยู่บ้างคือฉากบ้านแม่นอคตอนสดใส มันดูไม่ค่อยสดใส แต่โดยรวมทำได้ดีมาก
โดยรวม
ผมถือว่า Dreamboxทำละครได้เข้าใจกลุ่มผู้ชมตัวเองอย่างมาก และพยายามจะทำให้มันกว้างขึ้นซึ่งก็ทำได้ดีระดับนึง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คนระดับแมสหันมาชมได้ ซึ่งทางdreamboxก็คงไม่ได้คาดหวังอะไรที่แมสขนาดนั้นอยู่แล้ว โดยส่วนตัวชอบละครเรื่องนี้มาก ดูทั้งสองรอบก็ไม่รู้สึกเบื่อ ถ้าให้คะแนนแล้วก็คงได้ A+ เพียงแต่มีละครเรื่องนี้สำหรับผมเปรียบได้กับเด็กเรียนที่เก่งมากคนนึงที่ทำละครได้ดีตามมาตรฐาน(สำหรับผมเทียบเท่าต่างประเทศทีเดียว) เป็นงานที่สมบูรณ์แบบมาก แต่สิ่งที่ขาดอาจจะเป็นความซน หรือความฉีก จากขนอบ ซึ่งสำหรับผู้ชมของค่ายนี้อาจจะไม่ได้ต้องการสิ่งนั้น ผมก็เลยคิดว่าคงต้องหวังสิ่งนั้นจากค่ายอื่นๆแทนละกัน เพราะการทำอะไรที่ซนหรือฉีก มันคงต้องไปพร้อมกันตั้งแต่ผู้กำกับ บท ดนตรีและฉาก...
วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
UNDO LIFE
จริงๆสิ่งเหล่านี้มันมีผลกระทบต่อชีวิตของคนยุคนี้เป็นอย่างมาก โดยไม่รู้ตัวเลย มันกระทบไปจนถึงการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ๆทีเดียว
ผมเกิดมาในยุค ที่เค้าเรียกว่าGEN X หลังจากกลุ่มพวกYUPPY แต่ตัวผมเป็นคนที่อาจจะอยู่ใรตะเข็บของกลุ่ม GEN Y เสียด้วยซ้ำ (เอาเป็นว่า จะ Yuppy, Gen X,Gen Y อะไรก็ลองsearch ดูเองละกันว่ามันหมายถึงอะไร)
รวมๆ คนกลุ่มนี้เกิดมากับยุคDigital, เกิดมากับคำถาม Why Why WHy ( Gen Y นี่นะ) , มากับคำว่าReset เบื่อหรือเล่นเกมส์ไม่ผ่านก็reset เริ่มใหม่ รวมถึงการเกิดมากับคำว่า Undo
สิ่งเหล่านี้มีผลต่อทัศนคติของคน รวมถึงการใช้ชีวิต (มีลูกน้องมาเยอะ ก็พอจะสังเกตุเห็นได้) เด้กเหล่านี้จะมีสมาธิสั้น เปลี่ยนแปลงได้เร็ว หากทำพลาด ก็ลุกขึ้นยืนได้เร็ว(เหมือนเล่นเกมส์ตายก็resetใหม่ได้ทุกครั้ง) กล้าได้กล้าเสีย ความอดทนต่ำ รุ้สึกว่าชีวิตต้องลองเองถึงจะรู้ (ใครห้ามก็ไม่ฟัง) สังเกตุได้ง่ายๆจากการTakeยาเสพติดของวัยรุ่นในปัจจุบัน มักเป็นการลองโดยสมัครใจทั้งนั้น เด็กเหล่านี้จะคิดว่ามีชีวิตต้องลองให้คุ้ม..ซึ่งสำหรับผม ณ วัยนี้ ผมว่ามันก็อาจจะไม่ถูกซะทั้งหมด..แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกปลุกฝังมา ใช่ว่าจะสามารถสอนกันได้ด้วยคำพูด มันกลายเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมไปเลย
เราจะสังเกตุได้ว่าเด็กรุ่นใหม่จะเปลี่ยนงานเร็ว มองอะไรฉาบฉวย กล้้าลองผิดลองถูก ..ใช่ มันเป็นการสร้างโอกาส ให้กับชีวิตมากขึ้น แต่มันก้น่าเสียดายที่เด็กเหล่านี้จะกลายเป็นเด็กที่ขาดความอดทน ขาดสติ และขาดความพิถีพิถันไปเช่นกัน
สำหรับผมโดยส่วนตัว จริงๆการกล้าได้กล้าเสีย หรือลองถูกลองผิด ไม่ใช่สิ่งไม่ดี
แต่ชีวิตคนเราUndo แบบในComputerไม่ได้
ไม่มีใครลบความทรงจำได้ มันก็จะอยู่ตรงนั้น
ถึงบางครั้งเหมือนเราจะลืมได้ แต่จริงๆแล้วมันก็เหมือนลิ้นชักที่เก็บของไว้ เมื่อใครเปิดออกมาเราก็จะจำได้อีกที
.......พิมพ์เรื่องนี้เสร็จก็คงกลับไปนั่งทำงานต่อ ด้วยความตั้งใจทำงานอย่างรอบคอบ ให้Undoน้อยที่สุด
วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับ Truss
แต่ตัวเค้าอยู่ที่งาน Set up เสกLOSO ก็เลยได้เห็นงานที่ GMM Live ทำ
ซึ่งงานนี้เค้าใช้ Truss เป็นโครงสร้างหลัก เลยเดินไปดูเก็บความรู้ กะว่าคราวหน้าจะใช้มั่ง
เพื่อความชัดเจน ผมเลยเข้าไปดูระบบนั่งร้าน ซึ่งมันก็เป็นระบบเดียวกัน และมันคงเป็นโครงสร้างเดียวกันหมดได้ ทั้งstage&lighting structure (ขอขอบคุณWEB: www.formworkdd.com)










วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
รสนิยม ... รสที่คุณนิยม
แต่ไปไปมามา ก็ขอเอาความคิดต่างๆที่มีในชีวิตประจำวันละด้วยละกัน
(จริงๆcolumn ต่อไปเป็นคิวของ design process ของ Mai-Tina, Jo+J, Green Concert )
แต่บางเรื่องที่คิดขึ้นมาในหัว ก็เลยอยากเขียนขึ้นมาก่อน
จะเขียนเรื่องที่ว่าด้วย " รสนิยม"
หลายครั้งหลายคราวมากที่ผมจะได้ยินคำว่า รสนิยม
แต่ส่วนใหญ่ที่ได้ยินคำว่า รสนิยม มันมักจะไม่ได้มาแค่นี้ แต่มันมันจะมาพร้อมคำคุณสรรพติดท้ายมาด้วยอื่นเช่น รสนิยมดี รสนิยมแย่ รสนิยมเสี่ยว อะไรอีกมากมาย... แล้วแต่สมองของผู้พูดจะคิดได้
ทุกครั้งที่ผมได้ยินคำนี้ ผมมักคิดไปเสมอๆว่า คำนี้มันมีคุณสรรพต่อท้ายได้ด้วยเหรอ
รสนิยม มันก็คือรสนิยม สำหรับผมคำต่อท้ายของมันน่าจะเป็นคำว่า "รสนิยมของ....."
เช่น รสนิยมของผม รสนิยมของคุณ อะไรเช่นนี้
เพราะคำว่ารสนิยม ตาม
[รดสะนิยม, รดนิยม] น. ความนิยมชมชอบ, ความพอใจ, เช่นเขามีรสนิยมในการแต่งตัวดี.
รสนิยม ตาม พจนานุกรม ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร
[รด-สะ-นิ-ยม, รด-นิ-ยม]น. ความนิยมชมชอบในสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเป็นไปตามฐานานุรูปของแต่ละคน เช่น คนมีรสนิยมสูงก็หมายถึงผู้รู้จักนิยมชมชอบของที่ดีแท้, ความเข้าใจในความสวยความงามและคุณสมบัติต่างๆ
ส่วนคำว่า รสนิยม ตาม มันสมองของผม
น. รส+นิยม หรือแปลได้ง่ายๆว่า เป็นรสชาติที่คนนิยม ดังนั้นเมื่อมันเป็นรสชาติที่คนนิยม มันเลยต้องถามต่อว่าใครนิยม ไอ้คนนั้นมันใคร
หลายครั้งที่ฟังแล้วขัดใจ เมื่อมีคนพูดว่าคนนี้ รสนิยมไม่ดี หรือบางครั้ง พูดว่า ไม่มีรสนิยม มันมักจะมีคำถามอะไรคือไม่ดี อะไรคือไม่มี เอาอะไรมาวัดหรือ ท้ายสุดคำนี้ มันเป็นคำคล้ายๆกับคำว่าสมัยนิยม
สมัยนิยม ตาม มันสมองของผม
น. สมัย+นิยม แปลว่า เป็นช่วงเวลาที่คนนิยม ดังนั้นเมื่อมันเป็นช่วงเวลาที่คนนิยม และนอกจากจะถามว่าช่วงเวลาไหนที่นิยม มันก็ต้องถามต่อด้วยว่าใครนิยม (คือถ้าเป็นช่วงคลื่นลูกที่สอง ...mass communication..มันก็จะชัดว่าคนที่เป็นส่วนใหญ่คือใคร แต่ถ้าทุกวันนี้ สมัยนิยมก็อาจจะต้องบอกด้วยกว่ากลุ่มคนกลุ่มไหน)
กลับมาที่รสนิยม ทุกวันนี้ คนหลายคนมักวัดระดับของตัวเองหรือแยกกลุ่มชนชั้นที่รสนิยม
ถ้าคนรสนิยมดี ถือว่าเป็นคนชั้นสูง คนรสนิยมแย่ ถือว่าไม่ใช่คนชั้นสูง หรือบางคนที่เค้าเรียกว่า คนชั้นล่างเลยทีเดียว ซึ่งถ้าพูดในมุมผม มันไม่มี มันไม่มีดี ไม่มีแย่ มันคือรสนิยมที่คุณชอบ
เท่าที่ผมเข้าใจในทุกวันนี้คำว่า "รสนิยมดี" ในคนที่ผมรู้จักและทำงานด้วย ก็มีอยู่หลายประเภท กลุ่มหนึ่ง มักจะเป็นคนที่เรียกรสนิยมแบบสากลว่ารสนิยมดี (ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้คือคนที่มีการศึกษาสูง หมายถึงคนเรียนมาเยอะ เรียนมาเฉพาะทางด้านการออกแบบหรือการสร้างสรร ในสาขาต่างๆ)
รสนิยมสากล ที่ผมหมายถึง ...ก็คือInternational Style , Metropolitan Style (เรื่องนี้จะเอาไว้เขียนเรื่องต่อต่อไป) จะว่าไปก็เป็นการคิดที่ได้อิทธิพลมาจากการคิดต่ออีกชั้นนึง อือม..อธิบายยังไงดี ...จริงๆมันก็มีหลายประเภทอีกนะ กลุ่มลดทอน เช่นแบบกลุ่มคนที่วาดบ้านหลังเป็นกล่องสี่เหลี่ยมเรียบ หรือกลุ่มเพิ่มเติม พวกที่เอาเก้าอี้ไม้ธรรมดา มาใส่ลวดลายแกะสลักจำนวนมาก คือจะว่าง่าย เหมือนว่าทำอะไรที่ผ่านมันสมองมารอบนึงแล้ว ได้ลดทอนหรือเพิ่มพูน สรุป อะไรก็ได้ขอให้ดูเหมือนคิดมาเยอะๆ จะเรียกว่า รสนิยมดี
นอกจากนี้มีกลุ่มคนต่อไปที่ใช้คำว่า "รสนิยมดี" โดยปะปนไปกับกระแส หรือสมัยนิยม(ตามมุมมองที่คนคนนั้นมี) และอีกกลุ่มที่ใช้คำว่า "รสนิยมดี" กับการดูวัฒนธรรมต่างประเทศ หรือประเทศที่คนอื่นเรียกว่าเจริญแล้ว (ซึ่งใครเจริญไม่เจริญก็ตั้งขึ้นด้วยกฎเกณฑ์ของประเทศเหล่านั้นเอง...แปลกมั้ยละ)
ผมเองจริงๆแล้วก็เป็นคนชอบ Comment ชอบมีความเห็นเสมอๆ แต่ผมก็เข้าใจเสมอว่า นี่คือความเห็นของผมคนเพียงเดียว ผมเองก็ Comment ในรสชาติที่ผมชอบ..
ล่าสุดผมทำงานละครเวที เรื่องนึง (ถ้าใครอ่านblogผม ก็คงรู้ว่าเรื่องอะไร) มันก็มีทั้งคนชม คนต่อว่า บางคนต่อว่า Style บท ว่าดูเหมือนบทของมือสมัครเล่น รสนิยมไม่ดี หรืออะไรก็ตาม บางทีสิ่งเหล่านี้ ผมว่าคนทำงานหลายคนอาจจะฟังแล้วท้อ แต่ท้ายสุด แต่ถ้าเราเข้าใจคำว่ารสนิยม มันก็คือแค่เรื่องนี้ไม่ถูกปากเค้า บางทีผมเห็นคนด่าละครเวทีของคุณบอย(Scenerio) ว่าน้ำเน่า ไม่มีคุณภาพ ไม่มีรสนิยม ผมกลับคิดแค่ว่ามันแค่ไม่ถูกปากคุณ(คนด่า) เพราะละครของคุณบอยก็มีผู้ชมเยอะเสมอ ก็แสดงให้เห็นว่าเค้ารู้ว่าเค้าทำอาหารให้ใครทาน ซึ่งก็ถูกปากคนจำนวนมาก ซึ่งผมว่านี่เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการจะบอกว่าใครรสนิยมดีหรือแย่ เรารู้แค่เราทำของให้ถูกปากรสนิยมใคร จึงเป็นสิ่งสำคัญกว่าสำหรับผม...และเราเองเป็นคนตัดสินได้ว่าสิ่งเหล่านั้นดีไม่ดี รสชาติถูกใจคนชมหลัก (Target Group) โดยสังเกตุและฟังความเห็นพวกเค้า ไม่ใช่คนที่ชอบอาหารสชาติต่างกับเรา
ท้ายสุด คำว่ารสนิยมดี บางทีมันก็ไม่ต่างอะไรกับคำว่า
" ก็กูชอบ...."
ดังนั้นคำว่ากูชอบ ก็คงไม่สามารถจะนำไปบอกได้ว่า ใครต่ำหรือด้อยกว่าเรา
เพียงเพราะเค้าชอบไม่เหมือนเรา...ใช่มั้ย
ปล.ก็ขอให้แนะนำว่าต่อไปควรใช้คำว่า กูชอบแทน..คำว่า..รสนิยมดี มันก็น่าจะเข้าใจง่ายกว่านะ